SO WATCH BY GOSSIPGUN

SO WATCH BY GOSSIPGUN

 

10 หนังโปรแกรมยักษ์ปี 2020 ที่คอหนังไม่ควรพลาด

ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีใหม่ ปี 2020 คอลัมน์ So Watch ในสัปดาห์นี้ เลยขอถือฤกษ์ดีช่วงต้นปี คัดเลือกหนังเด่นน่าดูประจำปีนี้มาแนะนำกัน ซึ่งจริงๆแล้วตลอด 12 เดือนที่กำลังจะมาถึง มีภาพยนตร์โปรแกรมเด็ดที่น่าสนใจ เตรียมเข้าฉายมากมายหลายเรื่อง แต่ทางผู้เขียนขออนุญาตเลือกโปรแกรมที่ถูกจับตามองมากที่สุด 10 เรื่องมาแนะนำกัน ส่วนเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจนอกจากนี้ ขอลิสต์ทิ้งท้ายไว้ให้ สำหรับคุณผู้อ่าน จดกันเอาไว้ ไม่ให้พลาดหนังเด็ดตลอดทั้งปีนี้กันนะครับ
 
**************************************

อันดับที่
10 : Bird of Prey
 
ภาพยนตร์เรื่องที่ 8 ในจักรวาล DC ของค่ายวอร์เนอร์ ที่ต่อยอดเรื่องราวจาก Suicide Squad หนังรวมดาวร้ายค่าย DC ที่สามารถกวาดรายได้ในอเมริกาไปมากกว่า 300 ล้านเหรียญฯ ซึ่งนอกจากจะมีไฟเขียวสร้างภาคต่อที่กำลังถ่ายทำแล้ว ยังได้มีภาคแยกของตัวละคร ฮาร์ลี่ย์ ควินน์ ซึ่งรับบทโดย มาร์กี้ ร็อบบี้ อีกด้วย สำหรับเหตุการณ์ในหนัง Bird of Prey จะเล่าถึงช่วงเวลาที่เธอเลิกรากับโจ๊กเกอร์ และเข้าร่วมกับกลุ่มตัวละครหญิงแกร่ง ไม่ว่าจะเป็น แบล็ค คานารี่, ฮันต์เตรส, เรเน่ มอนโตย่า ในการต่อกรกับ โรมัน ซีโอนิส อาชญากรผู้ทรงอิทธิพลที่รู้จักกันในนามของ "แบล็คแมสก์" ที่กำลังแผ่ขยายอำนาจไปทั่วเมืองก็อตแธมซิตี้ และจับเด็กสาวนามว่า คาสซานดร้าไป กลายเป็นภารกิจของ ฮาร์ลี่ย์ ควินน์ และสหายในการช่วยเหลือหญิงสาวคนนี้ และล้มล้างอำนาจของแบล็คแมสก์ให้ได้

สำหรับ Bird of Prey ถือว่าเป็นหนังจากคอมมิคที่เต็มไปด้วยพลังหญิงอย่างแท้จริง นอกจากทีมนักแสดงหญิงล้วนแล้ว หนังยังกำกับโดย เคธี่ หยาน ผู้กำกับหญิงลูกครึ่งจีนอเมริกันอีกด้วย แถมหนังยังได้ ยวน แม็คเกรเกอร์ มาพลิกบทบาทเป็นตัวร้ายหลักประจำเรื่องนี้  โดยหลักจากความสำเร็จของ Joker ทำให้ทางวอร์เนอร์ตัดสินใจปล่อยให้หนังเรื่องนี้ ได้เรต R ไปอีกเรื่อง ให้โหดและรุนแรงแบบเต็มที่ เพื่อหวังว่าอารมณ์ความเข้มข้นของหนังจะไม่ลดลง เพื่อเอาใจแฟนๆ ก็ต้องมาติดตามกันว่าหนังจะฮิตสู้เรื่องอื่นๆได้หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆคือ มาในช่วงเวลาที่สาว มาร์กี้ ร็อบบี้ กำลังกระแสแรงจากหนังรางวัลอย่าง Bombshell และ Once Upon A Time In Hollywood แบบพอดิบพอดี ทำให้เดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ เธอจะทั้งมีหนังทำเงินติดอันดับ Box Office และมีชื่อลุ้นรางวัลบนเวทีต่างๆจากผลงานชิ้นก่อนหน้านี้
 
เข้าฉายในไทย 6 กุมภาพันธ์นี้
 

อันดับที่
9 : Free Guy
 
ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องล่าสุดของพระเอก ไรอัน เรย์โนลด์ ที่ยังคงไม่ทิ้งคาแร็คเตอร์กวนๆสไตล์ Deadpool แบบที่แฟนๆชื่นชอบ (เช่นเดียวกับล่าสุดใน 6 Underground หนังแอ็กชั่นใน Netflix ที่ก็ยังกวนได้โล่ห์อยู่) โดยนี่คือครั้งแรกที่เขาจะมาร่วมงานกับ ชอว์น เลวี่ย์ เจ้าพ่อหนังผจญภัยแฟนตาซี จาก Night at the Museum, Real Steel, Cheaper by The Dozen และ The Pink Panther รวมถึงเขาคือโปรดิวเซอร์ของซีรีส์ยอดฮิตอย่าง Stranger Things อีกด้วย ในหนังที่มาพร้อมกับไอเดียสดใหม่ไม่ซ้ำใคร เล่าเรื่องราวของ กาย (รับบทโดย ไรอัน เรย์โนลด์) หนุ่มธนาคารที่ค้นพบว่า เขาเองนั้นคือตัวละครที่ไม่มีบท (หรือ NPC) ในวีดีโอเกมที่มีชื่อว่า Free City เพื่อให้ได้มีชีวิตต่อ เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองจากตัวประกอบ กลายมาเป็นฮีโร่ เพื่อสู้กับผู้ก่อตั้งเกมส์ ที่กำลังจะยุติเกมนี้ ซึ่งถ้าวันนั้นเกิดขึ้นจริงก็จะกลายเป็นจุดจบของเขาไปด้วย
 


นอกจาก ไรอัน เรย์โนลด์ จะรับบทนำเองแล้ว เขายังร่วมอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ พร้อมกับผู้กำกับ ชอว์น เลวี่ย์อีกด้วย (มิน่า ไอเดียน่าสนใจเชียว) โดย ไรอัน เผยในบทสัมภาษณ์ว่า เขาไม่ได้รู้สึกมีส่วนร่วม และอินกับการถ่ายทำภาพยนตร์มากขนาดนี้ นับตั้งแต่ Deadpool แล้ว เพราะฉะนั้น นี่น่าจะเป็นภาพยนตร์ฟอร์มโต ที่ถูกใจแฟนๆของ ไรอัน เรย์โนลด์ อย่างแน่นอน เพราะได้ทั้งความบ้าของเขา มาผสมผสานกับไอเดียเจ๋งๆของผู้กำกับ ท่ามกลางหนังซัมเมอร์ที่เต็มไปด้วยหนังภาคต่อและรีเมก นี่คือหนังไอเดียสดใหม่ไม่กี่เรื่องที่จะเข้าฉาย ถือว่าน่าจับตามองอย่างแท้จริง
 
เข้าฉายในไทย 2 กรกฎาคมนี้
 

อันดับที่
8 : Onward
 
เป็นที่จับตามองสำหรับคอหนังทุกปีว่า ค่ายหนังแอนิเมชั่นคุณภาพอย่าง พิกซาร์ (ในเครือดิสนีย์) จะมีผลงานอะไรมาให้ติดตามกัน ซึ่งปีนี้มาพร้อมกับหนังไอเดียต้นตำรับ ไม่ใช่ภาคต่ออย่าง Onward (และจะมีเรื่อง Soul เข้าฉายอีกเรื่องในช่วงกลางปี) โดยหนังเล่าเรื่องราวของ  โลกปัจจุบัน ที่สิ่งมีชีวิตในตำนาน ในโลกของเวทมนตร์ใช้ชีวิตกันอย่างเป็นปกติร่วมกับมนุษย์ โดยพลังพิเศษกลายเป็นเรื่องในอดีต ที่ไม่มีใครสามารถใช้ได้อีกต่อไปแล้ว ดังนั้น ประชาชนก็หันมาใช้อุปกรณ์หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้น ใช้วิทยาศาสตร์ในการดำเนินชีวิต ส่วนเรื่องของเวทมนตร์จึงค่อยๆเลือนหายและกลายเป็นตำนานเท่านั้น โดยหนังโฟกัสเรื่องราวที่สองเอล์ฟพี่น้อง ที่ค้นพบว่าอันที่จริงแล้ว ยังมีมนต์วิเศษหลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้
 


นอกจากจะเป็นการไอเดียสดใหม่จากพิกซาร์แล้ว ความน่าสนใจของ Onward คือการได้สองนักแสดงจากจักรวาลมาร์เวล อย่าง ทอม ฮอลแลนด์ เจ้าของบทบาทสไปเดอร์แมน และคริส แพร็ตต์ เจ้าของบทบาทสตาร์ลอร์ด มาพากย์เสียงเป็นสองเอล์ฟตัวละครหลัก ส่วนผู้กำกับเรื่องนี้ แดน สเกลล่อน ที่เคยทำ Monster University ให้กับทางดิสนีย์/พิกซาร์มาแล้ว ใครที่เคยหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของหนังพิกซาร์ เชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะทำให้คุณตกหลุมรักไม่แพ้ผลงานชิ้นก่อนอย่างแน่นอน
 
เข้าฉายในไทย 5 มีนาคมนี้
 

อันดับที่
7 : Top Gun Maverick
 
ภาพยนตร์แอ็กชั่นภาคต่อที่ทิ้งช่วงห่างจากภาคที่แล้วนานถึง 34 ปี สำหรับ Top Gun เมื่อปี 1986 ที่ส่งให้พระเอก ทอม ครูซ ขึ้นแท่นพระเอกซูเปอร์สตาร์แถวหน้าของวงการ และไม่เคยลดความนิยมเลย จนกระทั่งวันนี้ก็ยังถือว่าเป็นพระเอกตัวท็อปและมีหนังทำเงินอย่างต่อเนื่อง โดยโปรเจ็คนี้ได้รับการพัฒนามาอย่างยาวนาน จนกระทั่งมาเป็นจริงขึ้นได้ ภายใต้การกำกับของ โจเซฟ โคซินสกี้ ผู้กำกับจาก Tron : Legacy ที่เคยร่วมงานกับ ทอม ครูซ มาแล้วในหนังไซไฟเรื่อง Oblivion โดยหนังจะเล่าเหตุการณ์กว่า 30 ปีหลังจากภาคแรก เมื่อนักบินขับไล่ยอดฝีมือของกองทัพอากาศสหรัฐฯ อย่าง มาเวอร์ริค กลายมาเป็นครูฝึกสอนฝีมือดี ที่ไม่ยอมเกษียณจากกองทัพ
 


แน่นอนว่าสิ่งที่ผู้ชมน่าจะคาดหวังได้จากหนังเรื่องนี้ คือฉากขับเครื่องบินรบไล่ล่ากัน ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปนานขนาดนี้ เราคงจะได้เห็นฉากดังกล่าวที่ถูกพัฒนาและทันสมัยขึ้นมาก แต่จะเด็ดกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วอย่างไรบ้าง คงต้องไปชมกันเต็มๆในหนัง เพราะตามข่าวคือมีการทุ่มทุนสร้างไปมากกว่า 150 ล้านเหรียญฯ สูงลิบไม่แพ้กับหนังชุด Mission : Impossible กันเลยทีเดียว โดยนอกจาก ทอม ครูซ แล้ว หนังยังได้ วัล คิลเมอร์ ที่เคยแจ้งเกิดพร้อมๆกันใน Top Gun กลับมาร่วมแสดงด้วย พร้อมกับสมาชิกใหม่ของภาคนี้อย่าง เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่, ไมล์ เทลเลอร์ และเอ็ด แฮร์ริส
 
เข้าฉายในไทย 25 มิถุนายนนี้
 

อันดับที่
6 : Tenet
 
คริสโตเฟอร์ โนแลน กลายเป็นผู้กำกับที่ทุกครั้งที่มีผลงานใหม่ จะต้องถูกจับตามองเป็นอย่างมาก ด้วยผลงานชิ้นก่อนๆที่ล้ำสมัย ไม่ซ้ำใคร และมีเอกลักษณ์ยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น Inception, Interstellar, Dunkirk, The Prestige หรือแม้แต่ The Dark Knight ไตรภาค ทำให้โนแลนเป็นที่ยกย่องและมีแฟนคลับติดตามจำนวนมหาศาล และเสน่ห์ของหนังโนแลนคือ เขามักจะเก็บพล็อตหลักเป็นความลับเสมอ มีการเปิดเผยองค์ประกอบต่างๆในหนังเพียงน้อยนิดก่อนจะฉาย เพื่อให้ผู้ชมไปเซอร์ไพรสและได้รับอรรถรสมากที่สุดในโรงภาพยนตร์ เช่นเดียวกับหนังเรื่องล่าสุดนี้ ที่แม้จะปล่อยตัวอย่างแรกออกมาแล้ว แต่ผู้ชมก็ยังงงงวยว่าหนังเกี่ยวข้องกับอะไรกันแน่
 


สิ่งที่พอจะคาดเดาได้จากตัวอย่างของ Tenet คือ หนังเล่าเรื่องราวของสายลับหนุ่ม (ซึ่งรับบทโดย จอห์น เดวิด วอชิงตัน ลูกชายของนักแสดงยอดฝีมือ เดนเซล วอชิงตัน) ที่ได้รับภารกิจในการหยุดยั้งสงครามโลกครั้งที่ 3 ผ่านการข้ามเวลา ส่วนรายละเอียดมากกว่านี้ ยังไม่ได้รับการเปิดเผยแต่อย่างใด (และคาดว่าจะไม่เปิดเผยจนกว่าหนังจะฉายด้วย) นอกจากนี้ หนังยังมาพร้อมกับทีมนักแสดงที่น่าสนใจมากๆ ไล่ตั้งแต่ โรเบิร์ต แพททินสัน พระเอก Twilight, อลิซาเบ็ธ เด็บบินสกี้ จาก The Man From UNCLE รวมไปถึงขาประจำในหนังของโนแลน อย่าง ไมเคิล เคน ที่ปรากฏตัวในหนังเขาแทบจะทุกเรื่อง รวมถึง เคนเน็ธ บรานาห์ ที่เพิ่งร่วมงานกันไปใน Dunkirk ก็มาร่วมเล่นด้วย ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดนี้ยังไม่มีการเปิดเผยใดๆว่าเล่นเป็นบทอะไร
 
เข้าฉายในไทย 16 กรกฎาคมนี้
 

อันดับที่
5 : No Time To Die
 
หนังสายลับ 007 เจมส์บอนด์ลำดับที่ 25 และเป็นหนังบอนด์เรื่องสุดท้ายแล้วสำหรับพระเอก แดเนี่ยล เคร็ก ที่ประกาศอำลาบทดังกล่าวหลังถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้จบ ซึ่งเป็นครั้งที่ 5 สำหรับเขาในบทบาทของ 007 ถัดจาก Casino Royale, Quantum of Solace, Skyfall และ Spectre ภายใต้การกำกับภาพยนตร์โดย แครี่ ฟูกูนากะ จากหนังคุณภาพเรื่อง Beasts of No Nation สำหรับภาคนี้เล่าเหตุการณ์หลายปีหลังจากภาคที่แล้ว เมื่อจัดการวายร้ายคนสำคัญได้เรียบร้อย เขาจึงตัดสินใจวางมือ และอำลาองค์กรสายลับ แต่การโบกมือลาตำแหน่ง 007 ของเขาก็เกิดขึ้นไม่ได้นาน เมื่อสหายเก่าและเหล่าซีไอเอ ได้ติดต่อบอนด์ให้ช่วยตามหานักวิทยาศาสตร์ที่หายตัวไป ซึ่งอาจจะนำไปสู่ภัยอันตรายของโลกแบบที่เขาและใครๆก็ไม่เคยเผชิญมาก่อน
 


ไฮไลต์สำหรับหนังบอนด์ภาคนี้ นอกจากจะเป็นครั้งสุดท้ายของแดเนี่ยล เคร็กแล้ว ยังฮือฮาด้วยการคว้า รามี่ มาเล็ก พระเอกเจ้าของรางวัลออสการ์คนล่าสุดจาก Bohemian Rhapsody มารับบทร้ายประจำภาคนี้ ซึ่งเพียงแค่เห็นไม่กี่ซีนในตัวอย่างหนังก็สร้างความขนลุกขนพองให้กับแฟนๆแล้ว รวมไปถึงหนังได้อดีตสาวบอนด์อย่าง ลีอา เซย์ดูว์ กลับมารับบท ดร.แมดเดอลีน สวอน หวานใจของบอนด์เมื่อภาคก่อน ซึ่งดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้เป็นแบบที่เขาคิด ความลับอะไรที่เธอปิดบังบอนด์เอาไว้ คงต้องมาตามกันต่อในภาคนี้ ส่วนสาวบอนด์อีกคนที่น่าจับตามองมาก คือ อนา เดอ อามาส นางเอกสาวมาแรง ที่เพิ่งประกบ แดเนี่ยล เคร็กไปในหนังเรื่อง Knives Out ซึ่งเธอได้ชิงรางวัลลูกโลกทองคำจากบทดังกล่าวด้วย ก็ได้รับมาเจอกันอีกครั้งในเรื่องนี้ แสดงว่าเคมีของทั้งคู่ น่าจะเข้าขากันอยู่ไม่น้อยเลย
 
เข้าฉายในไทย 9 เมษายนนี้
 
 
อันดับที่ 4 : Fast & Furious 9
 
ภาคล่าสุดจากหนังแอ็กชั่นตระกูลความเร็วและความแรง ที่เดินทางมาถึงภาคที่ 9 แล้ว (แต่ถ้านับรวมภาคแยกอย่าง Hobbs & Shaw เมื่อปีที่แล้ว นี่คือหนังเรื่องที่ 10) ซึ่งความน่าสนใจของภาคใหม่นี้ คือการที่ได้ จัสติน ลิน ผู้กำกับเจ้าประจำ ที่คุมหนังชุด Fast & Furious ภาคที่ 3-6 กลับมาทำหน้าที่เดิมอีกครั้ง ทำให้ครั้งนี้กลายเป็นครั้งที่ 5 แล้วที่เขากลับมาทำหน้าที่ดังกล่าว สร้างความดีใจให้กับแฟนๆมาก เพราะส่วนใหญ่ภาคที่เขากำกับนั้น ล้วนเป็นที่นิยมของกลุ่มแฟนคลับหนังชุดนี้
 


แม้ว่ารายละเอียดเกี่ยวกับหนังจะยังไม่ถูกปล่อยออกมา ซึ่งคาดว่าจะรู้เรื่องย่อคร่าวๆกันปลายเดือนมกราคมนี้ ที่จะมีการปล่อยตัวอย่างเวอร์ชั่นแรก แต่ที่น่าสนใจคือทีมนักแสดงนำหลักๆกลับมากันครบ ทั้ง วิน ดีเซล, มิเชลล์ รอดริเกซ, ไทรีส กิ๊บสัน รวมถึง จอร์แดน่า บริวสเตอร์ กลับมารับบทน้องสาวของตัวละคร วิน ดีเซล อีกครั้ง หลังหายไปจากหนังเมื่อภาคก่อน ซึ่งเธอเล่นเป็นคนรักของ พอล วอล์กเกอร์ ที่สิ้นสุดบทบาทไปแล้ว
 
สิ่งที่น่าจับตามองว่าหนังจะดำเนินเรื่องไปทางไหน คือการที่หนังประกาศว่า ชาร์ลีซ เธียรอน ตัวร้ายประจำภาคที่แล้ว กลับมารับบทเดิมอีกครั้ง ร่วมถึงเฮเลน มิเรน ที่รับเชิญในภาคก่อนก็มาปรากฏตัวในภาคนี้ด้วย ส่วนสมาชิกใหม่สำหรับภาคที่ 8 ประกอบไปด้วย จอห์น ซีน่า นักแสดงนักมวยปล้ำชื่อดัง และนักร้องสาวฮิิปฮอปอย่าง คาร์ดี้ บี ก็จะมาร่วมแจมด้วย
 
เข้าฉายในไทย 21 พฤษภาคมนี้
 

อันดับที่
3 : Wonder Woman 1984
 
ภาคต่ออย่างเป็นทางการของ Wonder Woman หนังซูเปอร์ฮีโร่ในจักรวาลดีซี ที่ภาคแรกสามารถทำรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 800 ล้านเหรียญฯ เอาชนะหนังรวมฮีโร่ในเครืออย่าง Justice League ไปอย่างง่ายดาย สำหรับภาคต่อนี้ได้ทีมจากภาคแรกกลับมาร่วมงานกันอย่างครบถ้วน ไล่ตั้งแต่ผู้กำกับ แพตตี้ เจนกิ้นส์, นักแสดงนำเจ้าของบทวันเดอร์วูเม่น อย่าง กัล กาด็อต แต่ที่เซอร์ไพรสแฟนๆสุดๆ คือการกลับมาของ คริส ไพน์ ในบทสตีฟ เทรเว่อร์ หวานใจนางเอกในภาคแรก ซึ่งเสียชีวิตไปในตอนจบ ดังนั้นการประกาศว่าตัวละครนี้จะกลับมาอีกครั้งในภาคนี้ ทำให้แฟนๆต่างคาดเดากันไปต่างๆนานา ว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นไร


สำหรับเรื่องราวในภาคนี้จะกระโดดข้ามเวลาไปไกลจากภาคแรกที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อปี ค.ศ.1918 มาสู่ช่วงเวลาของสงครามเย็น เมื่อปี ค.ศ.1984 ดังนั้นบรรยากาศของภาคนี้จะมาในสไตล์ของยุค 80 โดยไดอาน่า ปริ้นซ์ ต้องเผชิญกับสองตัวร้ายประจำภาค ประกอบด้วย แม็กเวลล์ ลอร์ด หนุ่มนักธุุรกิจผู้ทรงอำนาจ รับบทโดย เปโดร ปาสกาว จากซีรีส์ Narcos จากเดอะชีตาห์ ซึ่งรับบทโดย คริสเต็น วิก นักแสดงตลกหญิงจาก Bridesmaids ที่พลิกบทบาทมาเล่นหนังเรื่องนี้
 
หลังจากเปิดกล้องถ่ายทำกันไปตั้งแต่ปี 2018 หนังใช้เวลายาวนานเกืิอบ 2 ปีในขั้นตอนของ Post-Production เพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด โดยแฟนๆจะได้พิสูจน์กันช่วงกลางปีนี้
 
เข้าฉายในไทย 4 มิถุนายนนี้
 
 
อันดับที่ 2 : Black Widow
 
ปีนี้ถือว่าเป็นปีเบาๆสำหรับจักรวาลมาร์เวล หลังจากปิดเฟสกันไปด้วย Avengers : Endgame สำหรับหนังเรื่องแรกของมาร์เวลในเฟสใหม่นี้ เริ่มต้นด้วย Black Widow หนังเดี่ยวเรื่องแรกของตัวละคร นาตาชา โรมานอฟ ของ สการ์เล็ต โจแฮนสัน ที่ถึงแม้ว่าตัวละครนี้ จะจบบทบาทไปแล้วใน Avengers : Endgame แต่หนังเรื่องนี้จะย้อนกลับไปเล่าเรื่องราว ในช่วงเวลาหนัง Captain America : Civil War ก่อนจะมาถึง Avengers : Infinity War ช่วงเวลาที่สมาชิกแต่ละคนของทีมแตกแยก และกระจัดกระจายไปคนละทาง โดยตัวของ นาตาชาเอง จากที่เคยมีครอบครัว มีเพื่อนๆในทีม ตอนนี้เธอกลับมาโดดเดี่ยวอีกครั้ง ทำให้ย้อนนึกถึงต้นกำเนิดของตัวเธอเอง



นอกจาก สการ์เล็ต โจแฮนสัน จะกลับมารับบทเป็น แบล็ควิโดว์อีกครั้ง หนังยังประกอบด้วยนักแสดงฝีมือเยี่ยมอีกหลายคน ทั้ง ฟลอเรนซ์ พิวจ์ นักแสดงดาวรุ่งของปีที่ผ่านมา ที่มีผลงานอย่าง Midsommar และ Little Women ในบทบาทของเยเลน่า โบโลว่า ที่จะเป็นแบล็ค วิโดว์อีกคน รวมถึง เดวิด ฮาร์เบอร์ จากซีรีส์ Stranger Things และราเชล ไวซ์ จาก The Mummy ก็มาร่วมแสดงในหนังภาคนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่า นักแสดงที่เป็นสมาชิก Avengers อาทิ โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ ก็อาจจะกลับมารับเชิญเพื่อปรากฏตัวในหนังเรื่องนี้ด้วย
 
เข้าฉายในไทย 29 เมษายนนี้
 
 
อันดับที่ 1 : Mulan
 
หลังจากตลอดปีที่แล้วดิสนีย์จัดหนักปล่อยภาพยนตร์ Live-Action ที่หยิบเอาการ์ตูนคลาสสิกของค่ายมาสร้างใหม่ หลายต่อหลายเรื่อง ไล่ตั้งแต่ The Lion King, Aladdin, Dumbo รวมถึงภาคต่อของ Maleficent ที่ดัดแปลงมาจาก Sleeping Beauty ซึ่งล้วนประสบความสำเร็จอย่างถ้วนหน้า มาถึงปีนี้ แม้ปริมาณหนังแบบเดียวกันจะลดลง แต่เรื่องที่เตรียมฉายนั้น ถือว่าเป็นโปรเจ็คใหญ่ยักษ์อย่างแท้จริง นั่นคือ Mulan ฉบับใหม่ ที่ดิสนีย์เคยสร้างเป็นการ์ตูนมาแล้ว เมื่อปี 1998 โดยฉบับใหม่นี้ ขอปรับ Mood &Tone ให้กลายเป็นหนังเอพิคฟอร์มยักษ์ เน้นฉากต่อสู้จริงจัง ลดความแฟนตาซีหรือการ์ตูนลงไป และใช้ทุนสร้างมากถึง 300 ล้านเหรียญฯ ขึ้นแท่นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ใช้งบประมาณสูงสุดตลอดกาล
 


สำหรับในฉบับใหม่นี้ ได้ หลิวอี้เฟย มารับบทเป็นมู่หลาน ลูกสาวในตระกูลชาวบ้าน ซึ่งพ่อวัยชราถูกเกณฑ์ให้เข้าร่วมกองทัพ เพื่อต่อสู้กับศัตรู แต่ด้วยความเป็นห่วงในเรื่องสุขภาพของพ่อ มู่หลานจึงตัดสินใจปลอมตัวเป็นผู้ชาย และแอบเข้าไปในกองทัพด้วยตัวเอง สำหรับในฉบับนี้ ยังมีนักแสดงชาวจีนยอดฝีมือ มาร่วมจออีกเพียบ ทั้งดอนนี่ เยน พระเอกจาก Ip Man ในบทของแม่ทัพ, กงลี่ จาก The Curse of the Golden Flower มารับบทเป็นตัวร้ายหลัก และรุ่นใหญ่อย่าง เจ็ต ลี จาก Hero มารับบทเป็นองค์จักรพรรดิ
 
เข้าฉายในไทย 26 มีนาคมนี้
 

**************************************
 

รายชื่อภาพยนตร์โปรแกรมทองปี
2020 ที่ไม่ควรพลาด
 
9 มกราคม – Little Women
16 มกราคม – Dolittle
23 มกราคม – Bad Boys For Life
30 มกราคม – 1917
6 กุมภาพันธ์ - Bird of Prey
20 กุมภาพันธ์ - Bloodshot
27 กุมภาพันธ์ - Sonic The Hedgehog
5 มีนาคม – Onward
19 มีนาคม – A Quiet Place Part II
26 มีนาคม – Mulan
2 เมษายน – The New Mutants
2 เมษายน – Trolls World Tour
9 เมษายน – No Time To Die
29 เมษายน – Black Widow
14 พฤษภาคม – Scoob !
14 พฤษภาคม – The Woman In The Window
21 พฤษภาคม – Fast & Furious 9
28 พฤษภาคม – Artemis Fowl
4 มิถุนายน – Wonder Woman 1984
18 มิถุนายน – Soul
25 มิถุนายน – Top Gun : Maverick
2 กรกฎาคม – Minions 2 : The Rise of Gru
2 กรกฎาคม – Free Guy
9 กรกฎาคม – Ghostbusters : Afterlife
16 กรกฎาคม – Tenet
23 กรกฎาคม – Jungle Cruise
30 กรกฎาคม – Morbius
13 สิงหาคม – Escape Room 2
27 สิงหาคม – The Hitman Wife's Bodyguard
3 กันยายน – Monster Hunster
10 กันยายน – The Conjuring 3
17 กันยายน – The King's Man
1 ตุลาคม – Venom 2
8 ตุลาคม – Death on The Nile
15 ตุลาคม – Halloween Kills
5 พฤศจิกายน – Eternals
19 พฤศจิกายน – Godzilla Vs. Kong
24 พฤศจิกายน – Raya and the Last Dragon
17 ธันวาคม – West Side Story
24 ธันวาคม - Dune
 
ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online เพลงเพราะทำงานเพลิน ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 

******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN