[REVIEW] “Little Women” สี่ดรุณีฉบับใหม่ ที่ไฉไลในแทบทุกองค์ประกอบ | GOSSIP GUN

[REVIEW] “Little Women” สี่ดรุณีฉบับใหม่ ที่ไฉไลในแทบทุกองค์ประกอบ | GOSSIP GUN

       เป็นที่จับตามองตั้งแต่ประกาศสร้าง สำหรับ Little Women ฉบับใหม่ เพราะถือว่าเป็นผลงานชิ้นต่อเนื่องของผู้กำกับหญิงคนเก่ง เกรต้า เกอร์วิก จาก Lady Bird ที่ขอรวมทีมกับนักแสดงคู่บุญอย่าง เซียร์ช่า โรแนน และทิมโมธี่ ชาลาเม่ต์ อีกครั้ง แต่ที่ฮือฮาหนักกว่านั้น คือการประกาศรายชื่อของทีมนักแสดงนำ พาเหรดกันมาทั้ง เอ็มม่า วัตสัน, ฟลอเรนซ์ พิวจ์, ลอร่า เดิร์น และรุ่นบิ๊กสุดอย่าง เมอรีล สตรีป แต่สิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่าสำหรับ เกรต้า เกอร์วิก คือการจะเอา Little Women มารีเมกอย่างไรให้น่าสนใจ เพราะนิยายคลาสสิกเล่มนี้ เป็นที่คุ้นเคยของผู้คนทั่วโลกมานานนับร้อยปีแล้ว แถมยังถูกหยิบมาสร้างเป็นภาพยนตร์และละครเวทีนับครั้งไม่ถ้วน ดังนั้นการปัดฝุ่นนำมาทำใหม่ในครั้งนี้ ต้องมั่นใจว่า น่าสนใจและไม่ซ้ำทางของเดิมอย่างแน่นอน

       ต้นฉบับของ Little Women คือหนังสือสองเล่มจบของ หลุยส์ซ่า เมย์ อัลค็อต ที่ตีพิมพ์ในปีค.ศ.1868-1869 ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวในครอบครัวของผู้เขียนเอง เล่าถึงสี่พี่น้องตระกูลมาร์ช ประกอบด้วยไป เม็ก มาร์ช (รับบทโดย เอ็มม่า วัตสัน) พี่สาวคนโตที่ฝันอยากจะแต่งงานมีรักแท้, โจ มาร์ช (รับบทโดย เซียร์ช่า โรแนน) พี่สาวคนรองที่เป็นตัวของตัวเอง ฝันอยากเป็นนักเขียน และไม่สนใจในความรัก, เบ็ธ มาร์ช (รับบทโดย เอลิซ่า สแกนเลน) พี่สาวคนที่ 3 ที่รักในเสียงดนตรี และเอมี่ มาร์ช (รับบทโดย ฟลอเรนซ์ พิวจ์) น้องสาวคนเล็กที่เอาแต่ใจตัวเอง และอยากมีอิสระแบบเดียวกับพี่ๆ ซึ่งพี่น้องทั้งสี่คนเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนคาแร็คเตอร์ของสาวอเมริกันในแบบต่างๆ โดยทั้ง 4 ใช้ชีวิตอยู่กับคุณแม่ของเธอ (รับบทโดย ลอร่า เดิร์น) และได้รับการปรึกษาอย่างห่างๆจากป้ามาร์ช (รับบทโดย เมอรีล สตรีป) หลังจากที่พ่อของพวกเขา ต้องเดินทางไปรบในสงครามกลางเมือง โดยหนังจะเล่าถึงเส้นทางการใช้ชีวิต ความฝันและความรักของแต่ละคน ที่มีเป้าหมายแตกต่างกัน บ้างก็สมหวัง บ้างก็ผิดหวังกันไป แต่ด้วยความสมจริงของเรื่องราว และเข้าถึงผู้คนทุกยุคทุกสมัย ทำให้ Little Women ยังคงได้รับความนิยม จนกระทั่งถึงทุกวันนี้

       Little Women ฉบับใหม่นี้ ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างกลมกล่อม และมีแนวทางใหม่ๆที่น่าสนใจ ที่ชัดเจนและโดดเด่นสุดคือการปรับลำดับการเล่าเรื่องโดยผู้กำกับ เกรต้า เกอร์วิก จากเดิมฉบับก่อนๆที่เล่าเรื่องตามลำดับเวลา กลายมาเป็นการตัดสลับเหตุการณ์จากสองช่วงเวลาแทน แทนที่หนังสือทั้ง 2 ส่วนจะถูกเล่าต่อยาวกันไป กลับกลายเป็นว่าฉบับนี้ มันถูกผสมรวมเข้าด้วยกัน ตัดสลับช่วงเวลา ซึ่งถือว่าเป็นงานที่ท้าทายอย่างยิ่ง แต่เธอกลับทำมันออกมาได้อย่างน่าพอใจ ทุกจังหวะในการกลับไปมา ระหว่างเหตุการณ์ในส่วนแรกและส่วนหลัง มาในช่วงที่พอเหมาะ ไม่ได้รู้สึกขัดหรือสะดุดแต่อย่างใด แต่กลับสามารถเล่าในส่วนของเหตุและผลได้อย่างดีอีกด้วย สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างดีเยี่ยม และที่สำคัญคือทำให้ไม่ซ้ำทางกับ Little Women ในฉบับก่อนๆอีกด้วย แต่คุณค่าของมันยังอยู่อย่างครบถ้วน

       นอกจากการเล่าเรื่องที่ถูกยกเครื่องใหม่แล้ว แต่ในส่วนของ Mood & Tone ของหนังยังทำได้ดีแบบครบถ้วน เป็นหนังชีวิตที่ถ่ายทอดทุกอารมณ์ทุกรสชาติของชีวิต ได้อย่างเข้าถึงอารมณ์ ทั้งสุข อิ่มเอม เศร้า เคล้าน้ำตา ประเด็นความรักและความฝัน ถูกหยิบนำมาเล่าและสื่อสาร ผ่านตัวละครต่างๆได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ แม้ตัวหนังสือต้นฉบับจะเก่าแก่ระดับร้อยกว่าปี แต่ประเด็นพลังหญิงในเรื่องกลับยังคงทันสมัยอยู่เสมอ ในโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่ เรื่องราวของ Little Women นำเสนอเรื่องตัวตนของเพศหญิงได้อย่างทรงพลัง และไม่ดูยัดเยียดจนน่ารำคาญ แม้ว่าหนังจะเป็นย้อนยุค แต่กลับยังคงทันสมัยอย่างไม่น่าเชื่อ

       สิ่งที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยสำหรับ Little Women คือการแสดงของทีมนักแสดง ที่โดดเด่นสุดคงต้องยกให้ เซียร์ช่า โรแนน ในบทของโจ มาร์ช สาวมั่นเด็ดเดี่ยวที่เป็นตัวเดินเรื่อง นี่คือการตอกย้ำอีกครั้งว่า เธอคือนักแสดงคุณภาพที่แท้จริง นับตั้งแต่ Atonement เมื่อ 12 ปีที่แล้ว จะเห็นได้ว่าเส้นทางการแสดงของเธอล้วนโชว์ฝีมือมาโดยตลอด เช่นเดียวกับเรื่องนี้ เธอคือโจ มาร์ช อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบมากๆ ยิ่งการเข้าฉากกับ ทิมโมธี่ ชาลาเม่ต์ ในบทของลอรี่ หนุ่มข้างบ้านที่หลงรักเธอ ยิ่งทำให้เห็นถึงเคมีของทั้งคู่อีกครั้ง ว่าเข้ากันยิ่งกว่าอะไร ถ้าจะมีหนังของ เซียร์ช่าและทิมโมธี่อีก ก็เชื่อว่าแฟนๆยังคงอยากมาดูเคมีและพลังการแสดงของทั้งคู่ แต่ที่โดดเด่นไม่แพ้กันเลย คือ ฟลอเรนซ์ พิวจ์ นี่คือปีทองของเธออย่างแท้จริง หลังเริ่มต้นปีด้วย Fighting with My Family และต่อกลางปีด้วยหนังสยองชั้นเยี่ยมอย่าง Midsommar เธอปิดท้ายปีด้วยเรื่องนี้ ในบทบาทน้องสาวคนเล็กที่เอาแต่ใจ และอิจฉาพี่ๆ เธอถ่ายทอดบทนี้ได้อย่างดีเยี่ยม และมีเสน่ห์มากมาย อยากลุ้นให้มีชื่อติดออสการ์ปีนี้เลยจริงๆ

       สรุปแล้ว Little Women คือหนังชีวิตที่มาพร้อมกับงานสร้างระดับคุณภาพในองค์รวม ผู้กำกับ เกรต้า เกอร์วิก สามารถเล่าเรื่องได้อย่างกลมกล่อมและทรงพลัง ไม่มีช่วงไหนในหนังที่น่าเบื่อเลย องค์ประกอบต่างๆของหนังทั้งงานสร้าง โปรดักชั่นดีไซน์ ดนตรีประกอบ เสื้อผ้า ล้วนมาในระดับดีงาม พร้อมกับการแสดงอันสุดยอดของทีมนักแสดงนำ ที่ชุบชีวิตหนังสือและเรื่องราวที่เก่าแก่กว่าร้อยปี ให้ดูทันสมัยขึ้นมาได้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมในแทบทุกองค์ประกอบ และไม่อยากให้พลาดกันจริงๆ

 

(ให้ 9.5 คะแนนเต็ม 10)