[REVIEW] “Once Upon A Time In Hollywood” หนังแซ่บตามสไตล์เควนติน มาเพื่อบอกรักฮอลลีวู้ด | GOSSIP GUN

[REVIEW] “Once Upon A Time In Hollywood” หนังแซ่บตามสไตล์เควนติน มาเพื่อบอกรักฮอลลีวู้ด | GOSSIP GUN

       แค่โปรยหัวว่าเป็นผลงานลำดับที่ 9 ของ เควนติน ทารันติโน่ เชื่อว่าคอหนังจำนวนไม่น้อยก็พร้อมที่จะตีตั๋วเข้าไปชมหนังเรื่องนี้แล้ว ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องที่โดดเด่น ปรากฏอย่างชัดเจนในผลงานก่อนหน้า ทั้ง Reservoir Dogs, Pulp Fiction, Kill Bill, Inglourious Basterds มาจนถึง Django Unchained จะเห็นได้ชัดว่า ไม่ว่าเป็นหนังแนวไหน พอสร้างโดยเควนติน ก็จะโดดเด่นขึ้นมาทันที ด้วยบทสนทนาสุดแสบ ฉากฆ่าแกงกันแบบโหดเหี้ยมปนกวนประสาท การหยิบยืมสไตล์จากหนังคลาสสิกที่ชื่นชอบมาไว้ในหนังตัวเอง กลายเป็นลายเซ็นต์ที่ส่งให้เควนติน ขึ้นแท่นหนึ่งในผู้กำกับที่มีฝีมือชัดเจน ยิ่งมาถึงเรื่องนี้ ที่แกบอกเองว่า เป็นโปรเจ็คในฝัน ใช้เวลานานถึง 5 ปีในการเขียนบท ยิ่งน่าดูเข้าไปใหญ่

       หนังพาผู้ชมย้อนกลับไปในบรรยากาศของ แอลเอปลายยุค 60 ช่วงเวลายุคทองของฮอลลีวู้ด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เควนติน รักมากที่สุดและเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้แกมาสร้างหนัง โดย Once Upon A Time In Hollywood มีสองตัวละครหลักคือ ริค ดาลตัน (รับบทโดย ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) นักแสดงละครแนวคาวบอยทางทีวี ที่อาชีพการงานกำลังดิ่งลงเหว และเพื่อนซี้อย่าง คลิฟฟ์ บูธ (รับบทโดย แบรด พิตต์) สตั้นท์แมนคู่ใจ ทั้งคู่พยายามจะทำทุกวิถีทาง เพื่อกลับมามีผลงาน และได้รับความนิยมอีกครั้ง ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับ ชารอน เทต (รับบทโดย มาร์โก้ ร็อบบี้) นักแสดงสาวที่กำลังมาแรง ภรรยาของผู้กำกับ โรมัน โปลันสกี้ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า ชะตากรรมของเธอในฮอลลีวู้ด กำลังจะนำไปสู่เรื่องราวที่ไม่มีใครคาดคิด

       เชื่อแล้วครับว่า เควนติน ทารันติโน่ รักฮอลลีวู้ดในช่วงปลายยุค 60 จริงๆ เพราะหนังเรื่องนี้ เปรียบเสมือนจดหมายรัก ที่แกบอกรักฮอลลีวู้ดในยุคนั้น อะไรที่เคยชื่นชอบ อะไรที่เคยอยากทำ แต่ทำไม่ได้ เพราะฮอลลีวู้ดในยุคใหม่ ไม่เหมือนแต่ก่อน เชื่อว่าเควนตินหยิบมาทำ หยิบมาใส่ในหนังเรื่องนี้ทั้งหมด ด้วยการเปิดเรื่องว่า ตัวละครหลักสองคน เป็นนักแสดงละครโทรทัศน์และสตั้นท์แมน ที่พยายามจะขยับขึ้นมาเล่นหนังใหญ่ ทำให้เควนติน สามารถจำลองฉากต่างๆ ในหนังหรือละครที่เคยชื่นชอบ ได้แทบทั้งหมด ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ตลอด 2 ชั่วโมงแรก (จากความยาวเต็ม 2 ชั่วโมง 40 นาที) เหมือนเราได้หลุดเข้าไปอยู่ในฮอลลีวู้ดยุคนั้นจริงๆ เควนติน สามารถเนรมิต เมืองลอสแองเจลลิส ในช่วงยุค 60 ออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวา ตัวละครต่างๆ ดูมีความฝัน และใช้ชีวิตกันอย่างสุดเหวี่ยงจริงๆ แม้หนังจะค่อยๆเดินเรื่องไปอย่างช้าๆ แต่เชื่อว่าผู้ชมจะอิ่มเอมกับช่วงเวลานี้ ช่วงเวลาที่เหมือนหนังพาเราล่องลอยไปในความทรงจำของเควนติน ซึ่งสนุก มีสีสัน และบ้ามากๆ

       จนกระทั่งหนังพาผู้ชมเข้าสู่ 40 นาทีหลัง หรือช่วงองค์สุดท้าย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เควนติน เคยออกมาเปรยตั้งแต่หนังฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์แล้วว่า สปอยล์ไม่ได้จริงๆ ไม่ควรรู้ก่อน หรือเปิดเผยเรื่องราว แบบเดียวกับ Avengers : Endgame เลย ดังนั้นทางผู้เขียน เลยขออนุญาตไม่กล่าวถึงส่วนนี้ของหนังมากนัก นอกจากคุ้มค่าแก่การรอคอย และมีความบันเทิงแบบเควนตินมากๆ ใครที่เคยสะใจกับซีนบ้าๆของพี่แก แกจัดให้สำหรับแฟนพันธุ์แท้เหมือนเดิม

       หลังจากเพิ่งคว้าออสการ์มากับบทโหดใน The Revenant ดูเหมือน ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ คงจะอยากเล่นอะไรสนุกๆแบบนี้บ้าง บท ริค ดาลตัน ดูจะเป็นบทล้อเลียนนักแสดงดังๆมากมาย และแอบจะแซวตัวแกเองนิดๆด้วย เชื่อว่าคนดูน่าจะชื่นชอบ ที่ได้เห็น ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ในลุคที่ผ่อนคลายแบบนี้มาก ส่วนบท คลิฟฟ์ บูธ ของ แบรด พิตต์ นั้น บอกเลยว่า เท่ห์ยิ่งกว่า โดดเด่นไม่แพ้กันเลย ยิ่งช่วงครึ่งหลัง พี่แกมีซีนโชว์เยอะมาก พลังเหลือล้นสุดๆ และสำหรับแฟนคลับของหนังเควนติน น่าจะเพลิดเพลินกับการเห็นนักแสดงดังๆมากมาย ทยอยมาปรากฏตัว ในบทเล็กๆน้อยๆ ถือว่าเป็นสีสันที่แพรวพราว ที่ไม่เคยหายไปจากหนังเควนตินจริงๆ

       สรุปแล้ว สำหรับคอหนัง และแฟนหนังของเควนติน ทารันติโน่ น่าจะชื่นชอบ Once Upon A Time In Hollywood อย่างแน่นอน ดูจะเป็นหนึ่งในผลงานที่สบายๆและลงตัวสุดของแก เหมือนเราดูหนังแกมาหลากหลายแนว เรื่องนี้เปรียบเสมือนหนังรักสไตล์ของเควนติน ดูแล้วผ่อนคลาย แต่ก็ยังสะใจไม่แพ้เรื่องอื่นๆ แต่สำหรับผู้ชมทั่วไปนั้น อาจจะต้องเตรียมตัวก่อนไปดูพอสมควร เพราะหนังยาวถึงเกือบ 3 ชั่วโมง แนะนำให้ทำการบ้าน เกี่ยวกับเรื่องจริงของ ชารอน เทต มาบ้าง แล้วน่าจะสนุกกับหนังเรื่องนี้ ส่วนเรื่องหนังและละครทีวีดังๆในยุคนั้น ไม่รู้จักไม่เป็นไร ไปสัมผัสมนต์เสน่ห์พร้อมๆกันได้ในหนังเรื่องนี้ได้

(ให้ 9 คะแนนเต็ม 10)