ประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice)

วาฬไรท์แอตแลนติกเหนือเริ่มมีขนาดเล็กลง

วาฬไรท์แอตแลนติกเหนือเริ่มมีขนาดเล็กลง
<p style="text-align:center"><img alt="" src="http://greenwave.atimeonline.com/upload/source/greenheart/2021/green_content/july/greenheart_content_banner21.jpg" style="height:394px; width:700px" /><br /> &nbsp;</p> <p><span style="font-size:11pt"><span style="font-size:14.0pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขนาดตัวของวาฬที่ลดลงส่งผลกับการอยู่รอดของสายพันธุ์ เพราะมีลูกหลานลดน้อยลง จากการศึกษาครั้งใหม่ค้นพบว่าเจ้ายักษ์ใหญ่ในทะเลเริ่มมีขนาดตัวที่ลดลง วาฬไรท์ที่ถือว่าเป็นวาฬรุ่นใหม่ใกล้สูญพันธ์อย่างยิ่งในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ โดยเฉลี่ยขนาดตัวของวาฬ ขนาดตัวเล็กลงเมื่อวัดจาก 20 ปีที่แล้ว ประมาณ 3 ฟุต หรือ 1 เมตร </span></span></p> <p><span style="font-size:11pt"><span style="font-size:14.0pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า มนุษย์คือผู้ที่ควรถูกตำหนิ เพราะอุปกรณ์การล่าปลา การชนกันของเรือ และการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้อาหารของพวกวาฬย้ายไปอยู่ทางเหนือ ทำให้พวกวาฬนั้นเกิดความเครียดและมีขนาดตัวที่เล็กลง การที่พวกปลาวาฬมีขนาดตัวเล็กลงส่งผลให้อัตราการอยู่รอดโดยรวมของสายพันธุ์ของวาฬลดลง เพราะขนาดตัวของพวกมันมีไม่ใหญ่พอที่จะมีลูกหรือเลี้ยงลูกได้</span></span></p> <p><span style="font-size:11pt"><span style="font-size:14.0pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการศึกษาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลเหล่านี้เคยเติบโตเฉลี่ย 46 ฟุต หรือ 14 เมตร แต่ปัจจุบันขนาดของรุ่นนี้ ค่าเฉลี่ยคือไม่ถึง 43 ฟุต หรือ 13 เมตร </span></span></p> <p><span style="font-size:11pt"><span style="font-size:14.0pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Regina Asmutis-Silvia ผู้อำนวยการของศูนย์วาฬและโลมาในทวีปอเมริกาเหนือ&nbsp; กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับวาฬขนาดเล็ก แต่มันคือปัญหาที่เกี่ยวเนื่องมาจากสรีระวิทยาของร่างกาย มันมีอาการเจ็บหน้าอกก่อนช่วงหัวใจวาย เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา &ldquo;การเพิกเฉยจะนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่เลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่การรับรู้และการรักษาสามารถช่วยชีวิตอย่างกรณีนี้ทั้งสายพันธุ์ได้อย่างแท้จริง&rdquo;</span></span></p> <p><span style="font-size:11pt"><span style="font-size:14.0pt">Amy Knowton นักวิทยาศาสตร์อาวุโสของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำนิวอิงแลนด์ กล่าวว่า วาฬไรท์ที่มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือเหลืออยู่ 356 ตัว ลดลงจาก 500 ตัว ในปี 2010 นักวิจัยเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นไปได้อีกที่ประชากรวาฬจะลดลงไปอีก </span></span></p> <p><span style="font-size:11pt"><span style="font-size:14.0pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในอดีต นักวิทยาศาสตร์และนักเคลื่อนไหว มุ่งเน้นไปที่การตายของวาฬเพียงอย่างเดียว แต่ตอนนี้พวกเขาตระหนักกับปัญหากับวาฬที่รอดตายเหลือน้อยลงอีกด้วย </span><span style="font-size:14.0pt">Michael Moore ผู้ร่วมการศึกษาและนักเขียนกล่าว&nbsp; สามารถถ่ายรูปวาฬได้ถึง 129 ตัว และยังใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เปรียบเทียบวาฬที่มีอายุใกล้เคียงกันเมื่อ 20 ปีที่แล้ว</span></span></p> <p><span style="font-size:11pt"><span style="font-size:14.0pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Joshua Steward หัวหน้าทีมวิจัยการบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ กล่าวว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นจากการค้นคว้าวิจัยเมื่อหลายปีก่อนเมื่อ Knowton และทีมวิจัย เห็นวาฬตัวเล็ก 2- 3 ตัว และวาฬตัวหนึ่งตาย พวกเขาคิดว่าวาฬตัวเล็ก ๆ เหล่านั้น อายุ 1 ปี เพราะดูจากขนาดตัว แต่พอตรวจสอบแล้ว พบว่าอายุวาฬเหล่านั้น อายุประมาณ 2 ปี ซึ่งปกติลูกวาฬจะต้องตัวโตประมาณ 2 เท่าใน 2 ปี </span></span></p> <p><span style="font-size:11pt"><span style="font-size:14.0pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้เขียนกล่าวว่า&nbsp; 1 ในปัญหาของวาฬตัวเล็ก ๆ คือการเข้าไปติดกับอุปกรณ์ตกปลา โดยเฉพาะเชือกที่แข็งแรงและทำให้วาฬรอดได้ยากขึ้น</span></span></p> <p><span style="font-size:11pt"><span style="font-size:14.0pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &ldquo;กว่า 83% ของสายพันธุ์ต้องเคยถูกจับอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต บางครั้งอาจจะมากถึง 8 ครั้ง&rdquo; </span><span style="font-size:14.0pt">Knowton กล่าว &ldquo;ถ้าเชือกเป็นสาเหตุที่ฆ่าพวกมัน จะส่งผลต่อความสามารถของการสืบพันธุ์แน่นอน&rdquo;</span></span></p> <p><span style="font-size:11pt"><span style="font-size:14.0pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ยังมีปัญหาจากการชนกันของเรือก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ตกปลา หรือเรือที่ล่มอยู่ในมหาสมุทร แต่ได้รับการแก้ไปตามระเบียบของรัฐบาลในพื้นที่ให้อาหารวาฬ ในปี 2010 ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศทำให้แพลงก์ตอนอาหารของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลย้ายไปทางเหนือและตะวันออก </span></span></p> <p><span style="font-size:11pt"><span style="font-size:14.0pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การย้ายพื้นที่ให้อาหารเพิ่มความเครียดทางกายภาพให้กับวาฬไรท์แอตแลนติกเหนือ ซึ่งผอมอยู่แล้วเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ทางตอนใต้</span></span></p> <p><span style="font-size:11pt"><span style="font-size:14.0pt">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &ldquo;เราทราบกันดีว่าการเปลี่ยนแปลงตามสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อแหล่งเหยื่อหลักของพวกวาฬ แนวโน้มในการได้อาหารยิ่งลดลงเป็นอย่างมากเป็น 3 เท่า ความสามารถในการหาอาหารน้อยลง ในขณะที่มีการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น&rdquo;&nbsp; &ldquo;มันน่าปวดใจและน่าเศร้า เมื่อเรานึกถึงชีวิตพวกวาฬ&rdquo;</span></span></p> <p>&nbsp;</p> <p><span style="font-size:11pt"><strong><em><span style="font-size:14.0pt"><span style="color:red">บทความต้นฉบับจาก </span></span></em></strong><strong><em><span style="font-size:14.0pt"><span style="color:red">https://www.nbcnews.com/science/environment/shrinking-giants-north-atlantic-right-whales-getting-tinier-rcna1105</span></span></em></strong></span></p>