ประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice)

[REVIEW] “Boss Level” ภารกิจฝ่าด่านนักฆ่าของพระเอกที่ติดในลูปเวลา | GOSSIP GUN

[REVIEW] “Boss Level” ภารกิจฝ่าด่านนักฆ่าของพระเอกที่ติดในลูปเวลา | GOSSIP GUN

          หากหนังแอ็กชั่นเรื่องไหน แปะชื่อของ โจ คาร์นาฮาน ในฐานะของผู้กำกับ ขอให้คาดหวังไว้ได้เลยว่า มันจะต้องเป็นหนังแอ็กชั่นที่เต็มไปด้วยฉากบู๊สุดระห่ำแฝงด้วยอารมณ์ขันอันแสบสัน เช่นเดียวกับงานชิ้นก่อนๆอย่าง Smokin' Aces, The A-Team และ The Grey ซึ่งดูเหมือนงานชิ้นล่าสุดอย่าง Boss Level จะมาในทิศทางเดียวกัน โดยคุณโจ เลือกหยิบเอาคอนเซปท์ของตัวละครนำติดในลูปเวลาแบบ Edge of Tomorrow และ Groundhog Day มาใช้งาน ผสมผสานกับพล็อตสไตล์การฝ่าด่านเล่นเกม เล่าถึง รอย (รับบทโดย แฟรงค์ กริลโล่) อดีตทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ที่ติดอยู่ในลูปเวลา เขามักตื่นมาซ้ำๆในวันเดิมและต้องเผชิญกับเหล่านักฆ่าที่ถาโถมกันเข้ามาสังหารเค้า ในทุกวันรอยต้องสู้กับนักฆ่าปริมาณมหาศาลเพื่อฝ่าด่านไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอบอสใหญ่ เพื่อปกป้องผู้หญิงที่เขารัก และในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่

          แม้ว่าพล็อตสไตล์ลูปเวลาจะถูกใช้งานมาไม่น้อยในหนังฮอลลีวู้ด แต่ต้องยอมรับว่า Boss Level ใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างดี ด้วยความที่ โจ คาร์นาฮาน เลือกจะมาผสมผสานในหนังเล่าเรื่องให้เหมือนกับพระเอกติดอยู่ในเกม ที่ต้องฝ่าด่านเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอบอสใหญ่ ทำให้พระเอกต้องเรียนรู้ที่จะจัดการนักฆ่าแต่ละคนว่าต้องทำอย่างไร จะหลบหลีกจากความตายในแต่ละด่านอย่างไร ทำให้หนังสนุกมาก แม้ว่าเราจะดูหลายฉากซ้ำๆ แต่เราก็ได้ลุ้นไปกับพระเอกด้วยว่า เขาจะฝ่าด่านเหล่านั้นไปเช่นไร ซึ่งถือว่า Boss Level เป็นหนังแอ็กชั่นที่คู่ควรกับ แฟรงค์ กริลโล่ มาก แม้ว่าเขาจะเล่นหนังบู๊เกรดบีมามากมาย แต่นี่คืองานที่บทเหมาะกับเขาจริงๆ และทำให้แฟรงค์ได้โชว์ฝีมือในคิวบู๊พอสมควร

          แน่นอนว่านี่คือหนังแอ็กชั่นที่เต็มไปด้วยตัวตนของ โจ คาร์นาฮาน ถ้าคุณเคยติดใจหนังบู๊ที่เต็มไปด้วยเอนเนอร์จี้ตลอดเวลา และแฝงด้วยอารมณ์ขันอย่างร้ายกาจ สองส่วนนี้คือจุดเด่นอย่างมากในหนังเรื่องนี้ที่คุณจะไม่ผิดหวัง นี่คือหนังแอ็กชั่นที่ฉากต่อสู้ไล่ล่าสนุกและบันเทิงอยู่ไม่น้อย ส่วนอารมณ์ขันที่แฝงมาก็เวิร์คมาก โดยเฉพาะอะไรที่เป็นมุกเกี่ยวข้องกับการลูปเวลา ทำได้ดีและถูกจังหวะทีเดียว ส่วนข้อเสียที่น่าจะเห็นชัดเจนคือพวกเหล่าฉากที่ตัวละครนำต้องสนทนา ที่ยาวไปและแอบน่าเบื่อ เข้าใจว่าต้องมีเพื่อให้เรื่องมันเดิน แต่สามารถทำได้สั้นกว่านี้ได้

          อีกส่วนที่แอบเสียดายนิดๆคือ Boss Level มีนักแสดงแถวหน้ามาปรากฏตัวบนจอมากมาย ทั้ง เมล กิ๊บสัน ที่ระยะหลังมารับบทตัวร้ายซะเยอะ เขารับบทเป็นบอสใหญ่ที่อยากให้มีบทมากกว่านี้ เช่นเดียวกับ นาโอมิ วัตต์ ที่รับบทเป็นบทอดีตภรรยาของพระเอกที่เขาต้องฝ่าด่านไปช่วย ซึ่งดูเหมือนหนังจะใช้งานนักแสดงมากฝีมือคนนี้น้อยไป รวมถึง มิเชลล์ โหยว ในบทปรมาจารย์สอนต่อสู้ด้วยดาบ ที่ปรากฏหน้าบนโปสเตอร์แต่บทเหมือนจะแค่รับเชิญด้วยซ้ำ

          โดยรวม Boss Level ถือเป็นหนังที่บันเทิงมากๆ โดยเฉพาะฉากต่อสู้ที่ทำออกมาได้ดี และแฝงด้วยอารมณ์ขันที่เวิร์กเป็นส่วนใหญ่ มีเพียงเหล่าฉากพูดคุยที่อาจจะทำงานไม่ได้ดีเท่าฉากแอ็กชั่น สำหรับใครที่กำลังมองหาหนังสนุกๆมันส์ๆ ดูฆ่าเวลาในช่วงวันหยุด เรื่องนี้เหมาะอย่างมาก นี่คือหนังอีกเรื่องที่ใช้พล็อตเรื่องลูปเวลาได้คุ้มและฉีกออกจากพล็อตเวลาลูปเวลาเรื่องอื่นๆ แม้ว่าจะมีการสร้างมาหลายเรื่องแล้วก็ตาม

(ให้ คะแนนจากเต็ม 10 คะแนน)