ประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice)

[REVIEW] “Train To Busan : Peninsula” หนังหนีซอมบี้ที่สนุกอลังการ ไม่ซ้ำทางกับภาคก่อน | GOSSIP GUN

[REVIEW] “Train To Busan : Peninsula” หนังหนีซอมบี้ที่สนุกอลังการ ไม่ซ้ำทางกับภาคก่อน | GOSSIP GUN

       ขึ้นแท่นภาพยนตร์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดในซัมเมอร์นี้ ไม่ใช่แค่เพราะว่า Peninsula เป็นภาคต่อของ Train To Busan เท่านั้น แต่นี่คือความหวังเดียวของหมู่บ้าน ในฐานะภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องเดียวของซัมเมอร์ ที่น่าจะสามารถปลุกกระแสโรงหนังให้กลับมาคึกคักได้ หลังโควิด-19 เพราะจนถึงตอนนี้ โรงหนังส่วนใหญ่ในอเมริกาก็ยังปิดอยู่ ทำให้ไม่มีหนังบล็อกบัสเตอร์จากฝั่งฮอลลีวู้ดมาเข้าฉายได้ ตรงข้ามกับเกาหลีใต้ที่โรงหนังเปิดปกติมาโดยตลอด ทำให้ภาคต่อของ Train To Busan เรื่องนี้สามารถเข้าฉายได้ที่นั่น และขึ้นอันดับ 1 พร้อมกับกวาดรายได้ไปมากมาย เมื่อเทียบกับจำนวนที่นั่งในโรงที่จำกัด ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ และหนังก็กำลังจะเข้าไทยในสุดสัปดาห์นี้ พร้อมกับรอบฉายแบบมหาศาล เพื่อหวังว่าจะสามารถดึงคนดูออกมาจากบ้าน และทำให้โรงหนังที่เงียบเหงากลับมาคึกคักได้

       หลังจากที่ Train To Busan กวาดรายได้ไปเกือบ 100 ล้านเหรียญฯจากทั่วโลก ทางค่ายก็ไฟเขียวให้ ผู้กำกับ ยอนซังโฮ กลับมาพร้อมกับภาคต่อ ที่แม้ว่าจะเล่าเรื่องราวในจักรวาลเดียวกับภาคแรก แต่เรื่องราวทั้งหมดสดใหม่ และมาพร้อมกับตัวละครกลุ่มใหม่ทั้งหมด โดยหนังเลือกที่จะเล่าเรื่องราว 4 ปีหลังจากเหตุการณ์ซอมบี้ระบาดในภาคแรก ซึ่ง ณ ตอนนี้ซอมบี้ได้ระบาดหนักไปทั่วคาบสมุทรเกาหลีแล้ว แม้แต่ปูซานที่คนเชื่อว่าจะเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายก็ไม่รอด เกาหลีใต้กลายเป็นเมืองร้างอย่างเต็มตัว บ้านเมืองเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง โดยเรื่องราวโฟกัสที่ตัวละครของ คังดงวอน พระเอกในภาคนี้ที่มาทำหน้าที่ต่อจาก กงยู (ที่กลับมาเล่นภาคนี้ไม่ได้ ด้วยเหตุผลที่แฟนหนังน่าจะทราบกันดี) เขาคือทหารที่หนีรอดออกไปจากเกาหลีได้สำเร็จในช่วงเวลาที่ซอมบี้เริ่มแพร่ระบาด แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้เขาต้องกลับมายังบ้านเกิดอีกครั้งในเกาหลีใต้ กับภารกิจลับที่ทำให้เขาต้องฝ่าทั้งฝูงซอมบี้ และเอาตัวรอดจากกลุ่มผู้ที่ยังหลงเหลือในเกาหลี

       ถ้าจะดู Peninsula ให้สนุก ก่อนดูทุกท่านอาจจะต้องจูนกันก่อนว่า นี่คือหนังคนละเรื่องกับ Train To Busan แม้ว่ามันจะถูกโปรโมตว่าคือภาคต่อ แต่มันแทบจะไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย ยกเว้นว่ามันมีซอมบี้ เพราะโครงเรื่องในภาคแรก สามารถอธิบายได้ว่า มันคือหนังหนีตายจากซอมบี้ในที่แคบ หนังได้ประโยชน์จากการเล่าเรื่องเฉพาะในรถไฟขบวนหนึ่ง สามารถหยิบเอาข้อจำกัดมาเล่นให้สนุกได้ ในขณะที่ Peninsula สามารถอธิบายได้ว่า นี่คือหนังจารกรรมไล่ล่าในบรรยากาศแบบโลกที่ล่มสลาย และดูเหมือนว่าซอมบี้ที่เป็นองค์ประกอบหลักในภาคแรก กลายเป็นสิ่งแวดล้อมหรือแบ็คกราวน์ในภาคนี้ไปแล้ว ตัวละครหลักแทนที่จะหนีซอมบี้ กลับต้องมาหนีมนุษย์กันเอง ต่อสู้กับคนกันเองในหลายๆฉาก

       ข้อดีสำหรับ Peninsula คือมันไม่ซ้ำทางกับหนังเรื่องก่อน ซึ่งฉีกคนละแนวกับ Train To Busan ไปเลย ทำให้เกิดความรู้สึกว่าสดใหม่ ไม่ย่ำอยู่กับที่ ในขณะเดียวกันหนังมาพร้อมกับงานโปรดักชั่นระดับอินเตอร์ ในสเกลที่ใหญ่โตมาก เราแทบจะไม่เคยเห็นเกาหลีทั้งเมืองในสภาพรกร้างแบบนี้ ด้วยทุนสร้างที่มากกว่าภาคก่อนถึงเท่าตัว ทำให้สามารถเนรมิตบ้านเมืองที่ปรักหักพังได้อย่างสุดทาง ส่วนข้อเสียของภาคนี้ แน่นอนว่า หนังไม่สามารถสร้างอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์และตัวละครได้เท่า Train To Busan ทั้งในแง่ของความระทึกหรือซีนดราม่าเมื่อมาถึง กลับไม่ทำงานเท่าภาคที่แล้ว ซึ่งอาจจะส่งผลให้หลายคนผิดหวัง เมื่อนำเอา Peninsula ไปเทียบกับ Train To Busan ในฐานะหนังภาคก่อน แม้แต่เรื่องของการเสียดสีสังคม และสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ ก็ยังไม่คมหรือเข้มข้นเท่าภาคที่แล้ว

       อย่างไรก็ตาม Peninsula คือหนังฟอร์มโต ที่ยังคงสนุกมากพอที่จะเสียเงินเข้าไปอุดหนุนในโรงภาพยนตร์ ถ้ามองในฐานะหนังซอมบี้ในโลกที่ล่มสลายแล้ว มันยังสนุกตื่นเต้นและน่าสนใจอยู่พอตัว เพียงแค่มันไม่สามารถเทียบชั้นกับ ผลงานชิ้นก่อนอย่าง Train To Busan ได้เท่านั้นเอง ซึ่งขึ้นแท่นในระดับมาสเตอร์พีซไปแล้ว อย่างไรก็ตาม Peninsula คือหนังโปรดักชั่นใหญ่โต ที่ควรค่าแก่การดูในโรง ในจอใหญ่ๆ ระบบเสียงกระหึ่มทุกประการ ดูจากองค์ประกอบแล้ว ถ้าจะเลือกชมทั้งในระบบIMAX หรือ 4DX ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

(ให้ 8 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน)