ประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice)

ส่อง 10 หนังดังที่อายุครบ 20 ปีแล้ว
พร้อมกับเกร็ดหนังที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

ส่อง 10 หนังดังที่อายุครบ 20 ปีแล้ว
พร้อมกับเกร็ดหนังที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

ส่อง 10 หนังดังที่อายุครบ 20 ปีแล้ว

พร้อมกับเกร็ดหนังที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

 

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก" คือวลีที่หลายคนรู้สึกกับหลายเหตุการณ์ หลายช่วงเวลาของชีวิต ซึ่งสำหรับคอหนังแล้ว เชื่อเหลือเกินว่าหลากหลายประสบการณ์ อาจจะถูกโยงไว้กับหนังดังมากมายในอดีต อาทิ ประสบการณ์ไปดูกันกับแฟนคนแรก, หนังที่ดูด้วยกันกับแก๊งเพื่อนหลังสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จ ฯลฯ 

 

หลังจากแนะนำหนังใหม่ ซีรีส์ฮ็อตกันมาหลายสัปดาห์ คอลัมน์ So Watch ในสัปดาห์นี้ ขอพาทุกท่านย้อนเวลากลับไประลึกถึงหนังดังในอดีต ที่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าหนังเหล่านี้ อายุครบ 20 ปีแล้วในปีนี้ บางเรื่องยังดูไม่เก่าเลย บางเรื่องก็ยังคงมีภาคต่อออกมาจนถึงปัจจุบัน บางเรื่องยังคงฉายวนเวียนอยู่ในช่องโทรทัศน์ โดยเราขอเลือกเอา 10 เรื่องที่เด็ดสุด ที่เป็นนิยามความยุคสมัยนั้น หรือเป็นจุดเริ่มต้นของหลายๆอย่างในวงการภาพยนตร์ต่อมา นำย้อนกลับมาแนะนำกัน อ่านคอลัมน์ในสัปดาห์นี้จบแล้ว ลองนับกันดูว่าคุณดูไปแล้วกี่เรื่อง แต่ละเรื่องที่ดูแล้ว ยังคงจำกันได้หรือไม่ ว่าไปดูที่ไหนกับใคร มีความทรงจำอะไรบ้าง ที่เกี่ยวข้องกับหนังในตำนานเหล่านี้ 

 

********************************************

Gladiator



 

นี่อาจจะเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จรอบด้านที่สุดเมื่อ 20 ปีแล้ว ทั้งในฐานะหนังทำเงินและหนังหวังรางวัล Gladiator ทำหน้าที่เป็นหนังเปิดฤดูกาลฉายหนังซัมเมอร์เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ด้วยการวางฉายในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม (ซึ่งปัจจุบัน ถือเป็นวันสำคัญที่หนังมาร์เวลจองยาวแทบทุกปี) จากทุนสร้างระดับ 100 ล้านเหรียญฯ หนังสามารถกวาดรายได้ทั่วโลกไปกว่า 460 ล้านเหรียญฯ ซึ่งสูงมากในยุคสมัยนั้น  ส่วนทางด้านรางวัลนั้น Gladiator ก็จบปี 2000 ด้วยการคว้ารางวัลใหญ่สุดจากเวทีออสการ์ ในฐานะภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เช่นเดียวกับพระเอก รัสเซล โครว์ ที่ชนะรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ส่วน วาคีน ฟีนิกซ์นั้น ก็ได้เข้าชิงออสการ์ครั้งแรกในชีวิต ในสาขานักแสดงสมทบชาย ก่อนที่จะเพิ่งมาชนะออสการ์ จากเรื่อง Joker  ในปีล่าสุด

 

จากความสำเร็จของ Gladiator ทำให้หนังเอพิคย้อนยุค ที่เล่าเรื่องราวในสมัยก่อน ที่มาพร้อมกับบรรยากาศกรีกโบราณ หรือกรุงโรมัน ถูกสร้างตามมาอีกเพียบทั้งในรูปแบบภาพยนตร์หรือทีวีซีรีส์ อาทิ Troy, Kingdom of Heaven, King Arthur, Alexander และ Robin Hood ที่นำแสดงโดย รัสเซล โครว์ และกำกับโดย ริดลีย์ สก็อตต์ เช่นเดียวกับ Gladiator แต่ก็ไม่สามารถกวาดรายได้เทียบเท่ากับผลงานชิ้นก่อน จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ Gladiator ก็ยังคงเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จที่สุดของพระเอก รัสเซล โครว์ ส่วนด้านผู้กำกับรุ่นใหญ่อย่าง ริดลี่ย์ สก็อตต์ ที่มีผลงานชิ้นเยี่ยมมากมาย นี่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในหนังที่ยิ่งใหญ่สุดสำหรับเขา

 

เกร็ดที่คุณอาจไม่เคยรู้ - ก่อนหน้ารัสเซล โครว์ ทางสตูดิโอเคยอยากได้ เมล กิ๊บสัน ที่ช่วงนั้นประสบความสำเร็จสุดๆจาก Braveheart มารับบทนำ แต่เมลปฏิเสธบทดังกล่าวเพราะคิดว่าเขาอายุมากไปสำหรับบท (ตอนนั้นอายุ 45 ปีแล้ว) บทจึงตกเป็นของ รัสเซล โครว์ ที่ตอนนั้นอายุ 35 ปี

 

 

Cast Away



 

ถ้าเอ่ยถึงหนังติดเกาะ เรื่องแรกที่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะผุดขึ้นมาในหัว คงหนีไม่พ้น Cast Away ผลงานการร่วมงานกันของพระเอกเจ้าของรางวัลออสการ์ ทอม แฮงค์ กับผู้กำกับคู่บุญอย่าง โรเบิร์ต เซเมกคิส ที่กอดคอกันคว้ารางวัลมาแล้วจาก Forrest Gump ก่อนที่จะกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งใน The Polar Express นี่คือหนังที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามทั้งด้านรายได้และคำวิจารณ์ หนังสามารถขึ้นอันดับ 1 ในช่วงคริสต์มาสเป็นการส่งท้ายปี จากทุนสร้างระดับ 90 ล้านเหรียญฯ หนังสามารถกวาดรายได้ทั่วโลกไปกว่า 450 ล้านเหรียญฯ แถมยังได้เข้าชิงออสการ์ในหลายสาขา รวมถึงส่งให้ ทอม แฮงค์ เข้าชิงนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมอีกด้วย (แต่แพ้ให้กับ รัสเซล โครว์ จาก Gladiator ไป)

 

อันที่จริงแล้วปี 2000 ถือว่าเป็นหนึ่งในปีทองที่สุดของผู้กำกับ โรเบิร์ต เซเมกคิส เพราะก่อนหน้า Cast Away ที่เข้าฉายช่วงปลายปี ช่วงซัมเมอร์เขาก็มีหนังเขย่าขวัญเรื่อง What Lies Beneath ที่นำแสดงโดย แฮร์ริสัน ฟอร์ด เข้าฉายและกวาดรายได้ไม่แพ้กัน โดยสิ่งที่น่าตื่นตาคือเรื่องราวเบื้องหลังการถ่ายทำ เพราะอันที่จริงแล้ว เขาเปิดกล้อง Cast Away ก่อน แต่ต้องหยุดการถ่ายทำ เพื่อให้ ทอม แฮงค์ ไว้หนวดไว้เคราให้ได้สภาพเหมือนติดเกาะจริงๆ โดยช่วงพักเบรกก่อนถ่ายทำนี้เอง เขาก็เอาเวลาว่างมาถ่ายทำ What Lies Beneath จนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ แล้วค่อยกลับไปถ่ายทำ Cast Away ต่อ ใช้เวลาได้คุ้มค่ามากๆ

 

เกร็ดที่คุณอาจไม่เคยรู้ - จากความสำเร็จของ Cast Away ผู้บริหารของช่อง ABC จึงเสนอไอเดียพัฒนาเป็นซีรีส์ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พัฒนาต่อ คอนเซ็ปท์หลักของเรื่อง ถูกหยิบไปใช้ในซีรีส์เรื่อง Nowhere ที่ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Lost กลายเป็นซีรีส์ติดเกาะที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาล

 

 

Crouching Tiger, Hidden Dragon



 

ก่อนหน้าที่ Parasite จะสร้างประวัติศาสตร์ชนะรางวัลออสการ์ ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม หนังเอเชียที่ใกล้เคียงจะสำเร็จในระดับเดียวกันนี้มากที่สุด ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน กับ Crouching Tiger, Hidden Dragon หนังจีนผลงานของ อั้งลี่ ที่ต่อมากลายเป็นผู้กำกับเจ้าของสองรางวัลออสการ์จาก Brokeback Mountain และ Life of Pi ความสำเร็จของหนังเริ่มต้นขึ้นจากการฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ จนนำไปสู่การซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายในอเมริกา และสามารถกวาดรายได้ที่นั่นมากถึง 128ล้านเหรียญฯ จนทำสถิติเป็นหนังภาษาต่างประเทศที่กวาดรายได้มากที่สุดในอเมริกา ณ ขณะนั้น และปิดท้ายด้วยการเข้าชิงรางวัลออสการ์มากถึง 10 สาขา รวมถึงสาขาใหญ่สุดอย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม

 

นอกจากนักแสดงแถวหน้าของจีนอย่าง โจวเหวินฟะ และมิเชลล์ โหย่วแล้ว หนังยังแจ้งเกิดให้กับนักแสดงหญิงหน้าสวยวัย 20 ปี ณ ขณะนั้นอย่าง เจิงจื้ออี้ด้วย ก่อนที่เธอจะปรากฏตัวต่อมาในหนังระดับโลกอย่าง Hero, House of Flying Dagger และ Memoirs of a Geisha โดยนอกจากจะสร้างชื่อเสียงให้กับนักแสดงหน้าใหม่ในหนังแล้ว Crouching Tiger, Hidden Dragon ยังสร้างอิทธิพลต่อผู้สร้างหนังจีนในยุคหลังๆด้วย จนกระทั่งถึงปัจจุบันหนังก็ยังขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในหนังจีนกำลังภายในที่ดีที่สุด นับตั้งแต่นั้น นอกจากนี้หนังยังได้รับการอนุมัติสร้างภาคต่ออีกด้วย เพื่อฉายใน Netflix อีกด้วย แต่คุณภาพยังห่างชั้นจากภาคแรก

 

เกร็ดที่คุณอาจไม่เคยรู้ - เดิมทีนักแสดงหญิงชื่อดัง ซูฉี ได้รับเลือกให้ร่วมแสดงในบทของ จางจื้ออี้ และทำงานกับกองถ่ายไปแล้วหลายสัปดาห์ จนกระทั่งเอเจ้นท์ของเธอดึงตัวเธอไปถ่ายโฆษณาให้ Pepsi ที่ญี่ปุ่น ทำให้ต้องถอนตัวจากหนัง ไม่นานหลังจากนั้นเอเจ้นท์ของเธอกลุ่มนั้นก็โดนไล่ออก เพราะทำให้เธอพลาดในการเป็นส่วนหนึ่งของหนังระดับโลกเรื่องนี้

 

 

X-Men



 

ใครจะไปคิดว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่ชุด X-Men ภาคแรกสุด ผ่านเวลาล่วงเลยมาถึง 20 ปีแล้ว นั่นหมายความว่า เราได้เห็น ฮิวจ์ แจ็คแมน นักแสดงโนเนมจากออสเตรเลีย มารับบทบาทเป็น วูฟเวอรีนครั้งแรก เมื่อ 20 ปีที่แล้ว จากวันนั้นถึงวันนี้ หนังชุด X-Men มีการสร้างออกมาแล้วถึง 12 เรื่องด้วยกัน (และถ้านับ The New Mutants ที่จะฉายปลายเดือนสิงหาคมนี้ด้วย ก็จะเป็นทั้งหมด 13 เรื่อง) มีทั้ง X-Men เส้นเรื่องหลัก, ย้อนกลับไปเล่าเส้นเรื่องในอดีต, เอาทั้งสองเส้นเรื่องมาเจอกัน, ภาคแยกแบบเดี่ยวๆของตัวละครวูฟเวอรีน, ไปจนถึงภาคแยกของตัวละคร Deadpool ที่ทำไปทำมา ดันกวาดรายได้เยอะกว่าหนัง X-Men ภาคหลักเสียอีก

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน X-Men ภาคแรกของผู้กำกับ ไบรอัน ซิงเกอร์ ก็ไม่ได้ถือว่าทำเงินระดับถล่มทลาย จากรายได้ 300 ล้านเหรียญฯทั่วโลก ถือว่าดีแบบน่าพอใจ เพียงพอที่จะทำให้ฟ็อกซ์กล้าอนุมัติสร้างภาคต่ออย่าง X2 : X-Men United ที่กลายเป็นภาคที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ทั้งในแง่ของรายรับและคำวิจารณ์ จนกระทั่ง X-Men มีหนังภาคต่อมา ตามมาโดยตลอดอีก 2 ทศวรรษ จนกระทั่งถึงวันนี้ ที่ฟ็อกซ์ กลายเป็นส่วนหนึ่งของดิสนีย์แล้ว แฟนๆก็ยังคงคาดหวังให้ตัวละคร X-Men กลับมาโลดแล่นบนหน้าจออีกครั้ง และเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลมาร์เวลในอนาคต

 

เกร็ดที่คุณอาจไม่เคยรู้ - เดิมทีฟ็อกซ์เลือกให้ ดูเกรย์ สก็อตต์ มารับบทเป็นวูฟเวอรีน เซ็นต์สัญญากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เพราะการถ่ายทำ Mission: Impossible 2 ของพระเอก ทอม ครูซ ที่เขาเล่นเป็นตัวร้ายนั้น ถ่ายทำยาวนานกว่าเวลาที่กำหนด ทำให้เขาไม่สามารถปลีกตัวมาถ่าย X-Men ได้ จึงต้องถอนตัวในที่สุด และฟ็อกซ์จึงเลือกให้นักแสดงหน้าใหม่จากออสเตรเลียอย่าง ฮิวจ์ แจ็คแมน มารับบทดังกล่าวและแจ้งเกิดในที่สุด

 

 

The Beach



 

แม้ว่าหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จมากมายนักเมื่อตอนฉาย แต่เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศรู้จักหนังเรื่องนี้ ในฐานะหนังใหม่ของหนุ่มฮ็อต ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย นี่คือโปรเจ็คที่เกิดขึ้นเพียงไม่ถึงปี หลังความสำเร็จของ Titanic ในขณะที่เขาสามารถเลือกเล่นหนังของใครก็ได้ แต่นักแสดงดาวเด่นคนนี้ เลือกที่จะร่วมงานกับ แดนนี่ บอยล์ ผู้กำกับสุดแนวจากอังกฤษที่มีผลงานอย่างโดดเด่นจาก Trainspotting เล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่เดินทางมายังประเทศไทย เพื่อตามหาเกาะในตำนาน ตามรอยแผนที่ลึกลับมที่เขาได้รับมา

 

ประเด็นของ The Beach ที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยมีทั้งแง่บวกและลบ ในส่วนดีนั้นหลักๆคือการโปรโมทการท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติชื่นชอบเกี่ยวกับทะเลทางภาคใต้ของไทยอยู่แล้ว ยิ่งดูในหนังเรื่องนี้ยิ่งทำให้อยากเดินทางในที่ไทย ส่วนในแง่ลบนั้น ก็กลายเป็นประเด็นขึ้นมาว่า การถ่ายทำหนัง The Beach ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมบริเวณหาดที่ถ่ายทำ จนกระทั่งมีคดีความระหว่างทางการไทยและกองถ่ายหนังตามออกมาอีก

 

เกร็ดที่คุณอาจไม่เคยรู้ - เดิมที ตัวเลือกแรกสำหรับบทพระเอกของหนัง คือ ยวน แม็กเกรเกอร์ นักแสดงที่แจ้งเกิดมาพร้อมกับๆ แดนนี่ บอยล์ จาก Trainspotting แต่ทางสตูดิโอนั่นคือ ฟ็อกซ์ เลือกให้ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ มารับบทดังกล่าว ทำให้ ยวน แม็กเกรเกอร์ ไม่ยอมพูดคุยกับแดนนี่ บอยล์ เป็นเวลานานหลายต่อหลายปี กว่าจะมาคืนดีกันก็เมื่อจะทำภาคต่อของ Trainspotting

 

 

Coyote Ugly



 

นี่คือหนังอีกหนึึ่งเรื่องที่ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว อาจจะไม่ได้กวาดรายได้อะไรมากนัก อาจจะไม่ได้รับคำชมสักเท่าไหร่ หนังสามารถทำรายได้จากการฉายทั่วโลกไปในระดับ 100 ล้านเหรียญฯนิดๆ แต่กลับกลายเป็นหนังที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในยุคของแผ่น VCD และ DVD เล่าถึงวัยรุ่นสาวที่เดินทางจากต่างเมืองเข้าไปยังนิวยอร์กเพื่อสานฝัน แต่กลับได้ไปทำงานในผับบาร์แห่งหนึ่ง สถานที่ซึ่งทำให้เธอได้เรียนรู้ถึงมิตรภาพ และความรัก

 

นอกจากหนังแล้ว สิ่งที่ดูเหมือนจะดังแซงหน้าภาพยนตร์ไปเลย ก็คือเพลงประกอบอย่าง Can't Fight The Moonlight ของ ลีแอนน์ ไรม์ ที่กลายเป็นเพลงที่ดังที่สุดในชีวิตของเธอ และสร้างชื่อเสียงให้กับเธออย่างมาก โดยเพลงนี้สามารถเข้าสู่ Top 10 ของชาร์ตเพลงต่างๆได้ทั่วโลก ในไทยสามารถขึ้นอันดับ 1 ได้สำเร็จในหลายคลื่นวิทยุ ส่วนในออสเตรเลีย เพลงนี้กลายเป็นเพลงที่ขายดีที่สุดประจำปี 2001 (หรือปีถัดมาหลังจากที่หนังเข้าฉาย) กลายเป็นส่วนสำคัญที่เกื้อหนุนให้ภาพยนตร์ยิ่งเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นไปอีก

 

เกร็ดที่คุณอาจไม่เคยรู้ - ใครจะไปคิดว่า Coyote Ugly เป็นผลงานการโปรดิวซ์ของ เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ โปรดิวเซอร์มือทองที่ถนัดหนังแอ็กชั่นฟอร์มยักษ์ อย่าง Pirates of the Caribbean, Armageddon, Con Air, Bad Boys, National Treasure และ Pearl Harbor เพราะหนังเรื่องนี้ดูฉีก และแตกต่างจากงานทั้งหมดของเขา

 

 

Scary Movie



 

นี่คือหนังตลกที่ปลุกกระแสหนังเบาสมองล้อเลียนให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง จากความสำเร็จของหนังเขย่าขวัญอย่าง Scream และ I Know What You Did Last Summer ทำให้พี่น้องตระกูลเวย์น ตัดสินใจลองทำหนังล้อเลียนเรื่องนี้ดู ผลปรากฏว่าจากทุนสร้างเพียง 19 ล้านเหรียญฯ หนังกลับสามารถกวาดรายได้ทั่วโลกไปถึง 280 ล้านเหรียญฯ จนกระทั่งสามารถมีภาคต่อของ Scary Movie ตามออกมาอีก 4 ภาค กวาดรายได้จากทั่วโลกรวมกว่า 900 ล้านเหรียญฯ นอกจากนี้จากความสำเร็จของแฟรนไชส์นี้ ยังทำให้หลายสตูดิโอแห่สร้างหนังตลกล้อเลียน อาทิ Date Movie, Epic Movie และ Not Another Teen Movie แต่กลับไม่มีใครสามารถกวาดรายได้ในระดับเดียวกับที่ Scary Movie ทำได้

 

นอกจากตัวหนังที่โด่งดังแล้ว นักแสดงนำอย่าง แอนนา ฟาริส ก็มาชื่อเสียงขึ้นมาอย่างมาก เธอกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของหนังประเภทนี้ ไม่ว่าจะเห็นเธอในหนังเบาสมองเรื่องไหน ผู้ชมก็ยังคงนึกถึง Scary Movie อยู่เสมอ โดยในหนังภาคต่อๆมา ก็จะมีนักแสดงตลกดังๆมาร่วมแจม ไม่ว่าจะเป็น เลสลี่ย์ นีลเซ่น จากหนังชุด The Naked Gun ที่มาร่วมแสดงเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในภาคที่ 3 เป็นต้นมา หรือชาร์ลี ชีน จาก Hot Shot! ในบทล้อเลียนตัวละครของ เมล กิ๊บสัน จากเรื่อง Signs

 

เกร็ดที่คุณอาจไม่เคยรู้ - หนังเรื่อง Scary Movie ภาคแรกนั้น เส้นเรื่องหลักล้อเลียนมาจากหนังเขย่าขวัญฆาตกรโรคจิตเรื่อง Scream ที่เข้าฉายเมื่อ 3 ปีก่อนหน้า แต่ก่อนที่หนังเรื่องดังกล่าวจะมาใช้ชื่อว่า Scream เดิมที เควิน วิลเลียมสัน ผู้เขียนบทหนังเคยใช้ชื่อว่า Scary Movie มาก่อน ! (ซึ่งถ้าหนังเรื่องดังกล่าวไม่เปลี่ยนชื่อ หนังล้อเลียนเรื่องนี้ ก็จะต้องใช้ชื่ออื่น ที่ไม่ใช่ Scary Movie)

 

 

Final Destination



 

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ผู้คนในแวดวงฮอลลีวู้ดไม่มีใครคิดว่า Final Destination จะกลายเป็นแฟรนไชส์ที่ทรงคุณค่าของค่ายนิวไลน์ ซีนีม่า จากทุนสร้างเพียง 20 ล้านเหรียญฯ กลับสามารถกวาดรายได้ไปมากถึง 120 ล้านเหรียญฯ จนกระทั่งมีภาคต่ออกมาอีก 4 ภาค ด้วยคอนเซปท์เรื่องราว "โกงความตาย" ที่ถูกใจแฟนๆ และสามารถดีไซน์ฉากสยองขวัญได้มากมาย ภาคแรกเล่าถึงวัยรุ่นหนุ่มที่มีสัมผัสได้ก่อนขึ้นเครื่องบิน ว่าไฟลท์ของเขาจะประสบอุบัติเหตุตก ทำให้เขาไม่ได้ขึ้นเครื่องดังกล่าวและรอดตายหวุดหวิด แต่แล้วความตายกลับค่อยๆตามไล่ล่าผู้รอดชีวิตทีละคน ด้วยวิธีการเสียชีวิตสุดสยอง

 

ความสำเร็จของ Final Destination ไม่ได้จบอยู่แค่ที่หนัง เพราะต่อมาได้มีการตีพิมพ์นิยายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเวอร์ชั่นภาพยนตร์อีกถึง 9 เล่ม นอกจากนี้ยังมีหนังสือการ์ตูนอีก 2 เล่ม เท่านั้นไม่พอ แม้ว่าหนัง Final Destination 5 จะออกฉายไปแล้วตั้งแต่ปี 2011 แต่ความพยายามของนิวไลน์ (ที่ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของวอร์เนอร์) ที่จะสร้างหนังภาคที่ 6 ก็ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง ล่าสุดในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทางโปรดิวเซอร์ของค่ายก็ยังเผยว่า ยังมีความพยายามที่จะประชุมเพื่อหาไอเดียที่ดีที่สุดสำหรับหนังในภาคนี้

 

เกร็ดที่คุณอาจไม่เคยรู้ - สองตัวละครนำในหนัง Final Destionation ภาคแรก คืออเล็กซ์ และเคลียร์ ซึ่งตัวเลือกแรกของผู้สร้างสำหรับสองบทบาทนี้ คือ โทบี้ แม็คไกวร์ และคริสเต็น ดันส์ ซึ่งนักแสดงทั้งสองคนปฏิเสธบทดังกล่าว บทนี้เลยตกเป็นของ เดว่อน ซาว่า และอาลี ลาร์เตอร์ และในอีก 2 ปีต่อมา โทบี้ แม็คไกวร์ และคริสเต็น ดันส์ ก็ได้มาเจอกันจริงๆใน Spider-Man ภาคแรก

 

 

Charlie's Angels



 

ผ่านมาครบ 20 ปีแล้วสำหรับเวอร์ชั่นภาพยนตร์ของ นางฟ้าชาร์ลี ที่ต้นฉบับเป็นทีวีซีรีส์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง จนกระทั่งล่าสุดมีการรีเมกหนังออกมาแล้วอีกเวอร์ชั่นเมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ล้มเหลวทั้งในแง่รายได้และคำวิจารณ์ เชื่อว่าหลายคนยังคงติดภาพ Charlie's Angels ในฉบับปี 2000 อยู่ ด้วยส่วนผสมของนักแสดงนำทั้ง 3 คนที่ลงตัว นั่นคือ คาเมรอน ดิแอซ, ดรูว์ แบร์รี่มอร์ และลูซี่ ลิว รวมถึง บิล เมอร์เร่ย์ ในบทบอสลี่ ก็ได้รับคำชมว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม

 

นอกจากตัวหนังเองที่เป็นที่จดจำแล้ว เพลงประกอบภาพยนตร์อย่าง Independent Women ของวง Destiny's Child ก็ยังฮิตติดชาร์ตอีกด้วย โดยสามารถครองอันดับ 1 ของ US Billboard Hot 100 ได้นานถึง 11 สัปดาห์ (ใช่แล้วครับ เกือบ 3 เดือนเต็มๆ) กลายเป็นเพลงธีมที่ยิ่งทรงเสริมความเป็นพลังหญิงให้กับหนังเข้าไปอีก จากความสำเร็จของภาคแรกทำให้เกิดภาคต่ออย่าง Charlie's Angels : Full Throttle ตามออกมาในอีก 3 ปี แต่น่าเสียดายที่ทั้งรายได้และคำวิจารณ์ไม่สามารถสู้ภาคแรกได้ แม้ว่าจะได้นักแสดงหญิงตัวแม่อย่าง เดมี่ มัวร์ มารับบทตัวร้ายประจำภาค

 

เกร็ดที่คุณอาจไม่เคยรู้ - แรกเริ่มเดิมที แองเจลิน่า โจลี่ ได้รับข้อเสนอให้รับบทอเล็กซ์ (ตัวละครของ ลูซี่ ลิว) แต่เธอปฏิเสธไปเพราะไม่ได้เป็นแฟนคลับของนางฟ้าชาร์ลีฉบับทีวีซีรีส์ ต่อมาบทนี้ถูกเสนอให้ จาด้า พินเก็ต สมิธ (ภรรยาของ วิล สมิธ) แต่เธอก็ปฏิเสธเพื่อไปเล่นหนังของ สไปค์ ลี ท้ายที่สุดบทนี้ตกเป็นของ แทนดี้ นิวตัน แต่ก็ถูกบีบให้สละบทดังกล่าว เพราะหนัง Mission: Impossible 2 ที่เธอเป็นนางเอกถ่ายทำล่าช้าเกินกำหนด ทำให้เธอต้องทิ้งบทดังกล่าวในที่สุด

 

 

Erin Brockovich



 

นี่คือภาพยนตร์ที่พลิกคาแร็คเตอร์ของ จูเลีย โรเบิร์ต นางเอกเจ้าแม่หนังรักจาก Pretty Women และ Notting Hill ที่คว้าบทดราม่าจริงจัง สวมวิญญาณเป็น อีริน บร็อกโควิช หญิงแกร่งที่นำสมาชิกในชุมชนเพื่อต่อสู้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน ที่ทำให้สภาพแวดล้อมของเมืองต้องย่ำแย่ ผู้หญิงตัวเล็กๆที่ไม่มีอำนาจอะไร ที่ลุกขึ้นมายืนหยัดต่อสู้กับองค์กรยักษ์ใหญ่ ซึ่งบทบาทนี้เอง ส่งให้ จูเลีย โรเบิร์ต ชนะรางวัลออสการ์ ในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมอีกด้วย (ส่วนภาพยนตร์เองนั้น ได้ชิงหนังยอดเยี่ยมแต่แพ้ให้กับ Gladiator)

 

นอกจากเมื่อ 20 ปีที่แล้วจะเป็นปีทองของ จูเลีย โรเบิร์ตแล้ว ยังถือว่าเป็นปีทองของผู้กำกับ สตีเว่น โซเดอห์เบิร์กอีกด้วย เพราะนอกจาก Erin Brockovich ที่เข้าฉายในเดือนมีนาคมแล้ว เขายังมีหนังคุณภาพอีกเรื่องอย่าง Traffic ที่เข้าฉายในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ผลปรากฏว่า เขาได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ ในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจากหนังทั้งสองเรื่อง และคณะกรรมการมอบรางวัลให้เขาไป จาก Traffic ที่มีความซับซ้อนในการเล่าเรื่องมากกว่า

 

เกร็ดที่คุณอาจไม่เคยรู้ - ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ทุนสร้างไปประมาณ 50 ล้านเหรียญฯ ซึ่งจำนวนเงินราว 20 ล้านเหรียญคือค่าตัวของ จูเลีย โรเบิร์ต เพียงคนเดียวเท่านั้น ทำให้เธอทุบสถิติเป็นนักแสดงหญิงคนแรก ที่มีค่าตัวมากกว่า 20 ล้านเหรียญฯ ต่อหนัง 1 เรื่อง ก่อนที่นักแสดงตัวแม่คนอื่นๆ จะสามารถคว้าค่าตัวในระดับเดียวกันนี้ ในหนังเรื่องต่อๆมา ทั้งแซนดร้า บูลล็อค และแองเจลิน่า โจลี่

 

 

********************************************

ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online Work hard Chill Hard ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN